ผลิตภัณฑ์สำหรับการยึดติดและการประกอบ
webLoaded = "false" Loadclientside=No

สารเคมีทั่วไปในผลิตภัณฑ์กาว

webLoaded = "false"

กาวอีพอกซี่

    • อีพอกซี่เป็นสารสังเคราะห์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ได้ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1940 ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน รวมถึงความไวต่อการทำปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้อีพอกซี่เป็นหนึ่งในกาวที่มีความหลากหลายในการนำไปใช้มากที่สุด มีสูตรกาวสำหรับนำไปใช้ที่อุณหภูมิสูงและต่ำ มีทั้งแบบยืดหยุ่นตัวได้ดีและแบบแข็งแรงทนทาน อีกทั้งยังมีสูตรกาวแบบเหนียวและแบบเปราะ ฯลฯ กาวอีพอกซี่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในงานโครงสร้างที่ต้องแบกรับน้ำหนัก และมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่สำหรับยึดติด ถูกใช้งานบ่อยในอุตสาหกรรมการบิน, การทหารและการขนส่ง ซึ่งกาวอีพอกซี่จะถูกนำไปใช้เมื่อมีข้อกำหนดด้านอุณหภูมิหรือการสัมผัสสารเคมี

  • คุณสมบัติหลัก
     

    • ความแข็งแรงขั้นสูงสุด
    • ต้านทานต่อสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม
    • อายุการเก็บรักษายาวนานในอุณหภูมิห้อง

    สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
     

    • ต้องใช้เวลาในการทำปฏิกิริยา
    • พื้นผิวของวัสดุจำเป็นต้องสะอาดมาก
    • ต้นทุนสูตรค่อนข้างสูง
webLoaded = "false" Loadclientside=No

การทำปฏิกิริยาของอีพอกซี่คือการพอลิเมอไรเซชันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน หมายความว่าทุกการเกิดปฏิกิริยาในกลุ่ม “A” จะมีการเกิดปฏิกิริยาในกลุ่ม “B” ที่อีพอกซี่สามารถทำปฏิกิริยาด้วยได้ สำหรับกาวที่มีส่วนประกอบสองชนิดได้แก่ ส่วน A และส่วน B จะอยู่คนละด้านและผสมกันผ่านหลอดผสม สำหรับกาวที่มีส่วนประกอบชนิดเดียว ส่วนประกอบนั้นจะทำปฏิกิริยากับความร้อน, แสง หรือแหล่งพลังงานอื่นๆเพื่อทำให้เกิดการแห้งตัว


webLoaded = "false"

กาวยูรีเทน

    • ยูรีเทน เป็นที่รู้จักและใช้งานในลักษณะต่างๆ อาทิเช่น โฟม, ยางสังเคราะห์ หรือชั้นเคลือบ ยูรีเทน เป็นกาวเรซิ่นที่ดี และโดยส่วนใหญ่จะมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่างเช่น มีความยืดหยุ่น ทนทาน และสามารถดูดซับแรงที่มากระทำได้ดี

      กาวยูรีเทนจะพบได้บ่อยในอุตสาหกรรมอาทิเช่นการก่อสร้างที่จำเป็นต้องมีการผนึกกับวัตถุทั่วไป (ตัวอย่างเช่น ไม้, ก้อนอิฐ, คอนกรีต) อย่างไรก็ตามด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัว ที่มีความยืดหยุ่นและการดูดซับแรงได้ดี ทำให้กาวยูรีเทน ถูกนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิเช่นการขนส่ง เป็นต้น

  • คุณสมบัติหลัก
     

    • คงความยืดหยุ่นเมื่อแห้งตัวแล้ว
    • ทนแรงฉีกขาดได้ดี
    • สามารถยึดติดกับวัสดุทั่วไปเกือบทั้งหมด และใช้อุดช่องว่างได้

    สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
     

    • ต้องใช้เวลาในการทำปฏิกิริยา
    • สำหรับวัสดุที่เป็นแก้วและโลหะ แรงยึดติดอาจน้อยลงหากไม่ได้รับการทำความสะอาดพื้นผิวที่ดี
    • อายุการเก็บรักษาจำกัด ทนความชื้นได้ต่ำ
webLoaded = "false" Loadclientside=No

มีความคล้ายกันในองค์ประกอบทางเคมี เมื่อเทียบกับกาวอีพอกซี่ โดยปฏิกิริยาเคมีของยูรีเทนนั้นจะเกิดจากการพอลิเมอไรเซชันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จำเป็นต้องมีการเกิดปฏิกิริยาในกลุ่ม “A” และ “B” สำหรับกาวที่มีส่วนประกอบสองชนิดได้แก่ ส่วน A และส่วน B จะอยู่คนละด้านและผสมกันผ่านหลอดผสม สำหรับกาวที่มีส่วนประกอบชนิดเดียว ปฏิกิริยาจะเกิดขึ้นจากความชื้นโดยรอบ (H2O) ทำให้กาวแข็งตัวจากภายนอกเข้าสู่ภายใน


webLoaded = "false"

กาวอะคริลิก

    • ไซยาโนอะคริเลต (หนึ่งในตัวอย่างของกลุ่มสารเคมีอะคริลิก) ถูกค้นพบในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในขณะที่ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับวัสดุพลาสติกเพื่อใช้เป็นอาวุธ เดิมทีเทคโนโลยีนี้ถูกมองข้ามเนื่องจากสารดังกล่าว ยึดติดกับวัสดุทุกอย่างในทันทีระหว่างอยู่กระบวนการผลิต ตั้งแต่นั้นมา สารเคมีกลุ่มอะคริลิกได้ถูกวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้ส่วนประกอบสองชนิด หรืออาจทำให้แข็งตัวด้วยแสง และมีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อการนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ

      กาวอะคริลิกชนิดเหลว มีจุดเด่นเรื่องความเร็วในการแข็งตัว กาวอิคริลิกบางชนิดสามารถทนแรงเฉือนได้มากถึง 1000 ปอนด์ต่อตารางนิ้วภายในเวลาไม่ถึงนาที ความเร็วของการแห้งตัวและคุณสมบัติเรื่องความแข็งแรงทำให้กาวอะคริลิกเหมาะสำหรับกระบวนการที่มีปริมาณงานมาก อาทิเช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์

  • คุณสมบัติหลัก
     

    • แห้งตัวเร็ว
    • ความสามารถในการยึดติดกับวัสดุที่หลากหลาย
    • ต้องการการเตรียมพื้นผิวเพียงเล็กน้อย

    สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
     

    • มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้น้อยกว่ากาวอีพอกซี่หรือกาวยูรีเทน
    • ต้องการการเก็บรักษาที่ถูกต้อง
    • เนื้อกาวมีความแข็งแรงแต่เปราะ หากต้องการเพิ่มความแข็งแรงจำเป็นต้องเติมสารหรือเสริมแรงด้วยวัสดุอื่นๆ
webLoaded = "false" Loadclientside=No

ปฏิกิริยาของกาวอะคริลิกที่มีส่วนประกอบสองชนิดจะเรียกว่า “radical polymerization” หนึ่งในส่วนประกอบจะมี “ตัวริเริ่ม” (initiator) ที่อนุญาตให้ปฏิกิริยาเริ่มต้นขึ้น เมื่อเริ่มขึ้นแล้ว กระบวนการพอลิเมอไรเซชันจะเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว หนึ่งในส่วนประกอบจะมี “ตัวริเริ่ม” (initiator) ที่อนุญาตให้ปฏิกิริยาเริ่มต้นขึ้น เมื่อเริ่มขึ้นแล้ว กระบวนการพอลิเมอไรเซชันจะเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว อะคริลิกสามารถผสมให้เข้ากันกับน้ำและใช้แทนกาวชนิดพ่นหรือทาทับได้ ส่วนมากจะใช้ในการยึดติดชั้นลามิเนตบนพื้นผิวขนาดใหญ่


webLoaded = "false"

กาวซิลิโคน

    • ซิลิโคนเหลวมีแรงตึงผิวที่ต่ำมาก หมายความว่าซิลิโคนเหลวสามารถกระจายตัวออกได้บนพื้นผิวที่หลากหลาย – รวมทั้งวัสดุพลังงานพื้นผิวต่ำเช่น PTFE ไม่แปลกใจเลยที่ซิลิโคนยึดติดและอุดรอยรั่วได้อย่างดีบนทุกพื้นผิวในบ้านตั้งแต่ห้องครัวไปจนถึงห้องน้ำ

      กาวซิลิโคนเหลวรู้จักกันในนามว่า “ยาแนวรอยต่อ” ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการยึดติดวัสดุได้หลายชนิด อีกทั้งยังทนอุณหภูมิสูงและสารเคมีได้ดี ทำให้กาวซิลิโคนเหมาะสมกับการใช้งานยึดติดในหลายอุตสาหกรรม มีตุ้นทุนที่ค่อนข้างต่ำ นิยมใช้งานในอาคารและการก่อสร้าง ซิลิโคนที่มีส่วนประกอบสองชนิด มีคุณสมบัติในการทนอุณหภูมิสูงได้ดี สามารถใช้กับงานที่ต้องเจอกับแสงอาทิตย์

  • คุณสมบัติหลัก
     

    • ซิลิโคนเป็นวัสดุติดยาก ซึ่งซิลิโคนก็จะมีความสามารถในการต้านการเกิดเชื้อราด้วย
    • ทนอุณหภูมิสูงได้
    • มีความยืดหยุ่น สามารถใช้เป็นยาแนวได้

    สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
     

    • ความแข็งแรงต่ำ
    • น้ำมันภายในอาจซึมออกได้
    • อาจมีการเลอะออกพื้นที่บริเวณที่ทำงาน เนื่องจากการไหลตัว
webLoaded = "false" Loadclientside=No

เคมีกลุ่มซิลิโคนมีกลไกการทำปฏิกิริยาที่คล้ายกันกับยูรีเทน แต่ด้วยความเป็นสารสังเคราะห์ (โดนมีซิลิโคนเป็นเคมีหลักแทนกลุ่มคาร์บอน) ทำให้มีคุณสมบัติในการทนอุณหภูมิสูง ในกระบวนการเสริม การเติมน้ำมันจะช่วยให้กาวกระจายตัวบนผิววัสดุได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบส่วนประกอบชนิดเดียว เมื่อมีการซึมออกของน้ำมันด้านใน อาจทำให้เกิดปัญหาด้านความสวยงามและมีผลต่ออายุการใช้งานของกาวได้


webLoaded = "false"

กาวยาง

  • ยางธรรมชาติมีการใช้เป็นกาวมาตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม จนถึงทุกวันนี้ ยางธรรมชาติที่ถูกนำมาผลิตเป็นกาวจะต้องถูกรมควันเพื่อฆ่าเชื้อราหรือแบคทีเรีย ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลต่อการยึดติดในระยะยาว (เคมีของการ "การรมควัน" มีความคล้ายคลึงกับเคมีการรมควันเนื้อสัตว์เพื่อถนอมอาหาร)

    ยางที่ใช้ในการผลิตกาวมีหลายประเภท อาจจะเป็นยางจากธรรมชาติ หรืออาจจะเป็นยางสังเคราะห์ เช่น พอลีคลอโรพรีน(นีโอพรีน) หรือสไตรีนบิวตะไดอีน (SBR) คุณสมบัติในเรื่องความเหนียวทำให้กาวมีความน่าสนใจ ตอบโจทย์ในเรื่องราคาของการลามิเนตงานที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือ มีความแข็งแรงในการรับน้ำหนักเบื้องต้นได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอให้มีความแข็งแรงเต็มที่

  • คุณสมบัติหลัก
     

    • ความแข็งแรงในการรับน้ำหนักเบื้องต้นได้ทันที
    • ความสามารถในการยึดติดกับพื้นผิวหลากหลาย รวมถึงวัสดุติดยาก
    • ตัวพาที่เป็นสารทำละลาย หรือน้ำจะช่วยให้การทำงานในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น

    สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
     

    • ความแข็งแรงต่ำ
    • ต้านทานต่อสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่า (ตัวอย่างเช่น UV, อุณหภูมิ)
    • การยึดติดกับวัสดุติดยาก จำเป็นต้องมีตัวทำละลายในสูตรด้วย

     
webLoaded = "false" Loadclientside=No

ยางธรรมชาติ (poly cis-isoprene) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำกว่า ดังนั้นจึงสามารถละลายหรือกระจายตัวในสารละลายได้ดี อาจจะใช้โพลีเมอร์สังเคราะห์ (อาทิเช่น styrene-isoprene block copolymers) จะมีการเติมสารที่ทำให้เหนียว เช่น pine sap ลงในกาวเพื่อใช้เป็น PSA ได้


เป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่เคมีสำหรับกาวชนิดเหลวพัฒนาขึ้นทุกวัน กลไกการทำปฏิกิริยาใหม่ ฟิลเลอร์และสารเติมแต่งใหม่ และกระบวนการผลิตใหม่รับประกันได้ว่ากาวจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความเป็นไปได้ในออกแบบใหม่ๆ พร้อมกับคุณภาพที่คุณมั่นใจ

เพิ่มขีดความสามารถในการออกแบบของคุณได้โดยการยึดติดวัสดุต่างชนิดเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย ค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการยึดติดวัสดุเข้าด้วยกันและค้นหาเทคโนโลยีกาวของ 3M ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์งานออกแบบของคุณ

ไซต์อื่น ๆ ของ 3เอ็ม:
ร้านค้า 3เอ็ม
ติดตามเรา
เปลี่ยนประเทศ
ประเทศไทย - ไทย